2008/Jun/07

อ้า ไม่ได้อัพมานานแล้วสินะเนี่ย ที่จริงก็ยุ่งๆกับเรื่องการเรียนที่ ไม่รู้เหมือนกันว่าทางออกมันอยู่ตรงไหนกันแน่ ...

วันนี้วันที่ 7 มิถุนายน ไปงานหมั้นของพี่สาวที่เป็นญาติกันมา ก็ยินดีด้วยกับพี่สาว ถึงแม้ว่าจะไม่สนิทกันมาก แทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซํา แต่ก็รู้จักหน้ากันนะ อาจจะเป็นเพราะไม่ค่อยชอบคุยกับใครก็ได้มั้ง ( แต่ไม่ได้หมายความว่าชั้นเป็นคนเงียบๆหรอกนะ ) เรียกว่า ไม่ค่อยกล้าไปคุยกับใครก่อนมากกว่า

ช่างเถอะ ตั้งแต่เปิดเทอมมา พอไปเจอเพื่อนหลังจากไม่ได้เจอกันมา 3 เดือนเต็มมีความรู้สึกว่า มันไม่คุ้นเคยเหมือนมีอะไรที่แตกต่างกันออกไปจากที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าเป็นที่ตัวเอง หรือว่าเป็นที่เพื่อนกันนะ เหมือนมีช่องว่างบางๆกั้นอยู่ยังไงไม่รู้สิ คิดว่าอีกไม่นานคงจะหายไป  แต่กับวันนี้ กับญาติที่ไม่ได้เจอกันมาแสนนาน มันดูเหมือนห่างเหิน แล้วก็คิดว่าถ้าผู้ใหญ่ไม่อยู่คงไม่ได้ติดต่อกันเป็นแน่แท้ น้องที่เป็นญาติกับคนนึง เค้าก็มองเราแบบแปลกๆ ไม่เข้าใจทำไมต้องมองแบบเหยียดหยาม ไม่อยากจะพูดว่าตอนที่แกเพิ่งเกิดน่ะ ชั้นอุ้มแกมาแล้วนะ แม้แต่ชื่อเค้ายังไม่รู้จักเราเลยด้วยซํา แบบนี้มันน่านัก ชั้นไม่ได้เป็นคนมีนิสัยที่จะเข้าไปคุยแบบสนุกสนานหรอกนะ เชอะ ในเมื่อมันเป็นแบบนี้ก็จะปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไป เพราะว่าถ้าได้สนิทกันเมื่อไหร่ คงจะมีด่ากันสักวันเพราะนิสัย ที่ดูแล้วยังไงก็ต้องด่า เพราะพ่อแม่เลี้ยงมาตามใจจนเกินไป ทำให้ดูถูกคนอื่นได้ง่ายๆทั้งๆที่เป็นญาติกันเอง ( เรื่องแบบนี้ชั้นดูก็รู้แล้วย่ะ สายตาที่มองมามันไม่ได้เป็นมิตรกันเล้ย ) จะพูดให้ดี ชั้นไม่ได้เป็นคนรักเด็ก(โต)หรอกนะยะ 5555 เอาเถอะ เรื่องแบบนี้จะพูดไปมันก็เท่านั้น ปล่อยให้มันเป็นไปตามที่มันควรจะเป็นดีกว่า

เพราะว่าไปงาน เจออะไรบางอย่ามา ทำให้คิดว่า จากนี้ต่อไปอยากมองไปข้างหน้าให้ไกลที่สุด อยากเป็นคนทีเมื่อมองเข้าไปในดวงตาจะบอกได้ว่า คนๆนี้มีความมุ่งมั่น ยืนอยู่ได้ด้วยขาของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งใคร แต่จะทำได้มั้ยนะ เพราะว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทางที่ยาวนาน แล้วก็ความพยายามมากพอ  ทุกวันนี้ทำอะไรอยู่ไม่ใช่ไม่รู้ แต่รู้และบางครั้งก็ห้ามตัวเองไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยที่จะเผชิญหน้าหันกลับมามองตัวเอง แต่ชีวิตที่ต้องเดินไปทุกวันก็ทำให้เราละเลยในสิ่งที่คิดว่าตัวเองควรจะทำนั่นแหละ อยากจะตัดบางสิ่งบางอย่าง อยากจะตัดความรู้สึกนั้นออกไป ทั้งๆที่ถ้าทำได้ตัวเองคงไม่ลังเลที่จะทิ้งบางสิ่งเพื่อคว้าอนาคต ชีวิตนี้จะมีใครบ้างนะที่ทำทุกอย่างได้ดังใจ เหอ เหอ

มาว่าเรื่องแฟนกันดีกว่า ถ้าถามว่าอยากมีมั้ย มันสองจิตสองใจ ใจนึงก็อยาก ใจนึงก็ไม่อยาก เพราะว่า ชั้นมีเคะอยู่แล้ว 5555 อันนั้นก็ไม่ส่วน แต่ไม่ทั้งหมดหรอก เคยคุยกับเพื่อนว่า คนที่ชอบเฟอร์เฟคซะขนาดนี้แล้ว จะหาแฟนที่ดีกว่านี้ได้เหรอ มันคงยากนา ส่วนนึงก็กลัวที่จะหมดอิสระที่มีอยู่ตอนนี้ไปด้วย และที่สำคัญยังไม่ถูกใจใคร 5555 เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็อยู่ไปอย่างนี้ดีแล้วหล่ะ

อยากเดินทางไปดูตัวเองอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นยังไง อยากรู้ว่าตัวเองจะเลือกทางเดินแบบไหนกัน จะเป็นตัวเองอย่างที่อยากเป็นมั้ย หรือว่าไม่ใช่ ... เฮ้อ

2008/Mar/13

ภายนอก

   ความสามารถของคนเราวัดกันที่ตรงไหน มีใครบอกได้บ้าง .... โดยปกติแล้วถ้าไม่ใช่การสอบก็คงบอกกันได้ยากว่าใครมีความสามารถจริง  แต่ก็ยังมีวิธีที่คนเรายังใช้มาเป็นบรรทัดฐานของการบอก ความสามารถของคนเรานั่นก็คือ ดูจากรูปร่างภายนอก

ถึงแม้จะมีคนบอกว่า รสนิยมของคนๆนั้นดูได้จากการแต่งตัว ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ อันนั้นก็ไม่เถียง แต่มันก็ใช่ว่าจะใช้ได้ 100% ใช่มะ มันก็ได้แค่บางส่วนเท่านั้น เพราะว่าบางคนถึงเวลาไปข้างนอกแต่งตัวดูดี แต่อยู่บ้านอาจจะไม่ได้แต่งแบบนั้นก็ได้นี่ อาจจะเป็นแบบที่บางคนเห็นแล้วอึ้งไปเลย

ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ แม้แต่ตัวเราเองบางครั้งก็ยังเอาสิ่งนั้นมาเป็นบรรทัดฐานในการวัด บางครั้งการดูความสามารถคน บางคนก็ดูจากรูปร่าง บุคคลิกภายนอกที่บางครั้งก็บอกว่าตรง บางครั้งมันก็ไม่ใช่ การที่ถูกคนอื่นตีความหมาย ความสามารถของตัวเอง ทั้งๆที่ยังไม่ได้พูดคุยกันเลย มันเป็นเรื่องที่ .... ยอมรับว่าเสียความรู้สึกอยู่  เพราะว่าก็ได้ฟังมาจากเพื่อนหลายครั้งแล้ว ว่าตอนเจอกันครั้งแรกนึกว่าจะเป็นแบบนี้ ที่ไหนได้เป็นอีกแบบนึง ถ้ามันเป็นเรื่องธรรมดาก็คงเป็นเรื่องที่พอรับได้ แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญ ก็จะกลายเป็นความกดดันสำหรับตัวเอง โดยเฉพาะที่คนพูดคนนั้นเป็นผู้ใหญ่ที่เรานับถือ  เคยมีบ้างมั้ยที่มีคนบอกว่า ตัวเราน่าจะเรียนเก่งนะ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว มันไม่ใช่  เราก็เป็นคนขี้เกียจเหมือนกันนะ  เหมือนถูกสังคมปลูกฝังให้เป็นแบบนั้น ไม่ใช่ตัวของตัวเอง  แล้วก็เป็นแบบนี้มานานหลายสิบ หลายร้อยปีมาแล้ว

นั่งคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้ามีนักร้องมาเจอตัวเรามารู้จักเราที่บ้าดารา-นักร้องเป็นบ้าเป็นหลัง แล้วถ้าเค้าพูดว่า... อึ๋ย พวกบ้านักร้อง ไม่ค่อยน่าอยู่ใกล้เท่าไหร่ อันตราย.... ถ้าเจอแบบนั้น ก็พาลทำให้... ไม่อยากฟังเพลงของเค้าไปเลย มันเหมือนตัวเค้าเองก็กำลังดูถูกตัวเอง ที่ตัวเองเป็นนักร้องอยู่นะ เพราะเค้าอยู่มาได้ก็เพราะแฟนๆเพลงนั่นเอง ถึงแฟนเพลงเหล่านั้น จะไม่ใช่แฟนเพลงของตัวเองก็เหอะ นะ .......

ที่เอามาพูดไม่ใช่เพราะว่า  ไปเจออะไรมาหรอก ก็แค่คิดถึงเรื่องที่เคยมีคนอื่นมาบอกว่า เรา.... ไม่ได้เป็นเหมือนที่เค้าคิดเอาไว้เลย ก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าเจอกรณีนักร้องแบบนั้น ใครๆก็คงทำใจยาก แต่เดี๋ยวนี้คงไม่มีหลุดมาหรอก เพราะว่าต่างคนต่างพึ่งกัน แล้วอีกอย่างภาพพจน์เป็นเรื่องสำคัญ ทำให้พยายามนึกถึง นิสัยเบื้องหลังของแต่ละคน ที่ถูกซ่อนเอาไว้ถายใต้แสงสีที่สาดส่องไปยังตัวนักร้อง จะเป็นยังไงบ้างนะ จริงๆแล้ว

จริงๆแล้ว วินส์จะมีนิสัยยังไงนะ เวลาอยู่คนเดียวทำอะไร มีความคิดเห็นกับเรื่องนั้น เรื่องนี้อย่างไรบ้าง 100 คนก็100 ความคิด เพราะฉะนั้น ดารา 100 คนก็ต้อง 100 หน้ากากแน่นอน จิงมะ

มันจะมีทางไหนบ้างที่จะทำให้เราไม่ได้ตัดสินคนจากภายนอก 100% เหมือนอย่างที่เราทำกันทุกวันนี้

2008/Mar/09

กลับมาแล้วจ้า

ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะดองบล็อคอีกแล้ว

คราวนี้ดองนานมากๆ เพราะว่าขี้เกียจอัพนั่นเอง ( แล้วก็บ่น บ๊น บ่น ว่าทำไมอีตาเคะมันไม่ค่อยยอมอัพสักที ตัวเองก็ไม่แพ้กันเล้ย ) ดองเอาไว้ชาติกว่า

 

จะว่าไปก็ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรที่อยากอัพเลยนะ ก็เลยไม่ค่อยได้อัพ

ตอนนี้ก็ปิดเทอมแล้ว ปิดเทอมคราวนี้ไม่ต้องเรียนซัมเมอร์แล้ว ดีใจสุดๆ ว่าแต่ว่า... ก็ยังต้องเรียนจีนอยู่ดีเพราะว่าจะสอบอ่ะนะ

แต่ทำยังไงก็ไม่มีที่สอนดีๆเลย ไอ้เราดันเรียนมาไกล แถมคอร์สที่เราจะเรียนดันมีเรียนแค่อาทิตย์ละวัน ทำไงล่ะนั่น ก็ต้องอ่านเองเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ก็ยังกังวลอยู่ว่าทำไงดี กับการฟังที่ยังขาดๆอยู่ ถึงแม้ที่ผ่านมาจะฟังอยู่บ่อย แต่ว่าพอเวลาไปสอบมันไม่ใช่อ่ะ มันตื่นเต้นแล้วก็พาลฟังไม่ได้ซะงั้น โอ้ย อยากจะบ้าตาย

ปิดเทอมคราวนี้ถึงแม้จะหยุดยาว แต่ก็ขี้เกียจจะทำอะไรมากจริงๆ เอ้อใช่ จากที่ผ่านๆมาไม่ค่อยเห็นลู่ทางมาก ตอนนี้คิดว่าจะกลับมาตั้งใจเรียนกันสักตั้ง ถึงจะใกล้จบแล้ว แต่มันคงไม่สายไปใช่มั้ยที่จะหันมาเริ่มต้นสู้กับมันใหม่อย่างเต็มใจ และความหวังที่เพิ่มขึ้นว่า อนาคตอาจจะดีแน่นอน แต่ว่า... จะทำได้ก็ต้องเหนื่อยหนักมาก

ไปดูดวงมาเมื่อเดือนที่แล้ว หมอดูบอกว่า .... ยิ่งทำอะไรที่ยิ่งเหนื่อยก็จะยิ่งประสบความสำเร็จ สรุปก็ประมาณว่า เรียนยิ่งลำบากมากแค่ไหนอนาคตก็จะยิ่งสบายมากขนาดนั้น

หมอดูคนนี้เพื่อนบอกว่า... เค้าดูแม่น สำหรับเราแล้ว ... มันไม่รุ้สิ ที่ผ่านมานี่ก็เกือบเดือนแล้ว ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรืออะไรหรอก อาจจะเพราะว่าหมอดูก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เหลือแต่ปลายเดือนนี่แหละ ที่หมอดูบอกว่าให้ระวังจะมีคนใกล้ตัวเข้าโรงบาล หรือไม่ก็ตัวเอง อันอื่นนี่... ก็เฉยๆ แต่อย่าให้มันเป็นจริงเลย ไม่อยากเลย เรื่องแฟนหมอก็บอกว่า อาจจะได้คนอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ต้องท้วม ผิวขาว หรือไม่ก็เหลือง นี่ก็คือลักษณะที่เค้าบอกว่าถ้าได้แล้วจะดี นั่นแหละ ตัวจริงจะเป็นยังไงเหอ เหอ เป็นเรื่องของอนาคต หมอบอกอีกว่า เดือนนี้จะมีคนมาจีบ แล้วก็ช่วงนี้มีเกณฑ์เดินทาง ซึ่งก็มานั่งคิดว่า จะเดินทางไปไหนล่ะ ก็ไม่ได้ไปไหนนี่ ปิดเทอมก็อยู่บ้านไปไกลก็ไม่ ต่างประเทศก็ไม่มีแพลน ไม่เหมือนเพื่อนที่บินไปเรียนจีนกัน

ส่วนเนื้อคู่ เพราะว่ามีเพื่อนที่จีนบอกว่าอาจจะมาเที่ยว ซึ่งเพื่อนๆก็พากันคิดว่าจะเป็นคนนี้ป่าววะ แต่ให้คิดๆคงไม่หรอกมั้ง อ้อ แล้วก็บอกว่าอนาคตจะมีร้านเป็นของตัวเอง อาจจะเป็นแฟนเปิดให้ก็ได้ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องของอนาคตเช่นกันไม่อาจรู้ได้ อายุ 30 ถึงจะสบาย คิดอะไรก็สำเร็จ โห อีกนานเลยอ่ะ อายุ 26-27 มีเกณฑ์แต่งงาน แต่แต่งหรือไม่ก็ได้ เอ่อ ได้ข่าวว่าตอนนั้นเพิ่งจบได้ไม่นานเองนะคะ โดยส่วนตัวแล้ว ถึงจะเหงาบ้าง แต่ก็ยังรักอิสระอยู่น้า .......

แถมด้วยเมื่อไม่กี่คืนที่ผ่านมาก็ดันฝันซะอีก ฝันว่าตัวเองไปดูดวงที่ไหนก็ไม่รู้ พอถามว่าเป็นยังไงบ้าง คำตอบแรกที่หมอดูพูดออกมาบอกว่า คนที่เค้าเกิดมาคู่กันน่ะ เค้าไม่ได้หายไปไหน เค้ายังมีชีวิตอยู่และเค้าก็กำลังจะกลับมา ในฝันเราก็คิดว่า เอ๊ะ เราเกิดมาเป็นลูกคนเดียวไม่ได้มีแฝดนี่หว่า แต่เคยดูดวง หมอดูคนก่อนรู้สึกก็บอกเหมือนกันว่า เหมือนมี 2 คน( แต่จริงๆแล้วไม่เคยมีใครบอก ไม่เคยดูดวงมาก่อนเล้ย )  พอถามว่าเรื่องอื่นล่ะ หมอก็บอกว่า เออ ไม่มีอะไร ดีหมด จะให้คิดยังไงห๊ะ ตอนที่หมอดูพูดก็พูดซะน่ากลัวเลยอ่ะ ในฝันเราก็รู้สึกกลัวๆอยู่เหมือนกัน ( แต่จำไม่ได้แล้วว่าที่หมอบอกอ่ะ ใช้คำว่า คู่กัน หรือด้วยกันอ่ะ ) พอเช้ามาเล่าให้พ่อกับแม่ฟัง พ่อก็บอกว่า... สงสัยของที่มาเสริมบารมีที่เป็นของเรา มันกำลังมาล่ะมั้ง พ่อบอกว่า อาจจะมีตั้งแต่เกิดแต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะได้ ส่วนเพื่อนก็บอกว่า ..... เออ เป็นเนื้อคู่ป่าววะ เหอ เหอ ไม่รู้อ่ะ แต่มันติดใจอยู่

เมื่อเช้าก็ฝันอีก ฝันว่าไปที่โรงเรียนไหนสักที่ กำลังจะเดินไปหาห้องนำเข้า ระหว่างทางก็มีคนสัก 3-4 คน แตกตื่นกันเล็กๆ ว่า เออ เจ้าชายจิ๊กมี่เสด็จมาที่โรงเรียนที่เราอยู่พอดี ก็ไม่ค่อยมีคนรู้เยอะเท่าไหร่เลยไม่เห็นมีคนมุง ท่านเสด็จประทับอยู่ในห้องเรียนเด็กประถม เห็นมีคนพยายามวิ่ง ( วิ่งนะไม่ใช่เดิน) ผ่านห้องที่ท่านประทับเพื่อให้ได้เห็น หลังจากถามคนที่แตกตื่น 3-4 คนนั้นพอรู้เรื่องแล้ว ก็อยากเห็นมั่งอ่ะแหละ แต่ก็ไม่ได้อยากเห็นมากเท่าไหร่ แต่ก็อีกแหละความอยากรู้อยากเห็นก็เลยเดินผ่านมันซะเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นต้องวิ่งก็ไม่รุ้

ท่านประทับอยู่ห้องสุดท้ายในสุดเลย เออ กัดฟันเดินไปสุดท้ายได้เห็นแค่แขน 5555 ถัดจากห้องเรียนที่ประทับก็เป็นบันไดสัก 3-4 ขั้น ซึ่งเป็นบันไดที่แคบมากๆ ต้องเดินทแยงตัว สอดตัวเข้าไป ไอ้เราก็ยังอุตส่าห์เดินเข้าไป ยังไม่ทันเดินลงบันไดไปข้างล่างก็เจออาจารย์ผู้ชายมีอายุคนนึง เค้าบอกว่ามาทำไม ตรงนี้เค้าห้าม เดินผ่านนะ ( สงสัยเพราะว่าเจ้าชายเสด็จแหละ ) ก็บอกเค้าไปว่า ขอโทษค่ะ จะมาเข้าห้องนำ ไม่ทราบว่าห้องนำไปทางไหนเหรอคะ เค้าก็บอกทางให้เดินไปทางเก่าแล้วเลี้ยวขวา .... พอเดินหน้าไปไม่ได้

ก็เลยหันหลังกลับ พอดีเจ้าชายออกมาจากห้องเรียนพอดีเลย ( ในฝันบอกว่าเป็นเจ้าชายจิ๊กมี่ แต่ทำไมพระพักตร์กลายเป็นคนอื่นไปซะได้ ไม่เข้าใจ แต่จำไม่ได้ว่าหน้าใคร ) ก็ตกใจอยู่เหมือนกัน ไม่คิดว่าจะได้เจอกันจะจะ อาจารย์คนนั้นก็บอกว่า ให้ทำความเคารพ ไอ้เราก็ไหว้ไปแบบไหว้ธรรมดามาก ( ตอนนั้นตัวสั่นด้วย กลัวนิดๆ เออ ไม่รุ้ทำไม )

แล้วรู้มั้ยว่าเจ้าชายพูดว่ายังไง เจ้าชายบอกว่า ไม่ได้นะ ไหว้ไม่สวยเลย ต้องทำแบบนี้ ( ทำท่าให้ดูอีกต่างหาก ) พร้อมอธิบายเสร็จสรรพ แบบว่า ... อึ้ง ให้เราทำตามด้วย พอดีท่านกำลังอธิบายอยู่ มือถือที่ตั้งไว้ให้มันปลุก มันดันปลุกซะได้ แบบว่าตื่นมา โอ้ยเสียดายอ่ะ อยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นยังไงจัง 55555555 ใครก็ได้ตีความหมายให้หน่อยสิ 5555 มันจะมีความหมายมั้ยเนี่ย

 

หลังจากได้ดู ปิ๊งรัก สลับขั้วภาคไต้หวันแล้ว อู๋จุน หน้าตาดีมากๆ ไม่รู้ว่าทำไมทำบุญมาด้วยอะไร ถึงได้ .... ดีพร้อมทุกอย่างแบบนี้ พร้อมทุกอย่างจริงๆ ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนแบบนี้ในโลกนะ ดูไปดูมาแล้ว .... เออ หน้าอู๋จุนดูแล้วเพลินดีอ่ะ แบบดูแล้วให้ความรู้สึกสบายๆ ช่างเหมือนรูปปั้นที่ดูแล้วไม่เบื่อจริงๆ ตอนนี้ก็เลยว่าจะลองตามฟาเรนไฮด์ดูนะ เพลงของเค้าก็ใช้ได้เลย แต่พูดไม่ถูกอ่ะว่ารู้สึกยังไง บางเพลงก็ตรงใจ บางเพลงก็เฉยๆ นะ

เคะจ๋า วินส์จ๋า อย่าเพิ่งน้อยใจไปน้าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา เค้ายังรักตัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงน้า สงสัยวินส์จะรู้ว่าเราเริ่มปันใจไป เอ้ย ไม่จ้าย ไม่จ้าย แค่มีคนที่ปลื้มเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเองนะตัวเอง ตัวเองยังเป็นที่ 1 สำหรับเค้าเสมอเลย มันเลยตอบแทนด้วยการออกซิงเกิ้ลใหม่มา ตามด้วยของอิเว้นที่ยังไง วินส์บอกว่า เมิงต้องจ่ายตังค์ให้กรูแน่นอน ( เมื่อต้นปีที่ฟาเรนไฮด์ไปญี่ปุ่นพบแฟนคลับ มีบัตร 1500ใบ ใครไปก่อนได้ก่อน แฟนเพลงต้องจ่ายเงิน 9000 เหรียญ เออ โคตะระเยอะอ่ะ เอ่อ ได้ข่าวว่าไม่ใช่คอนเสริตไม่ใช่เหรอ ได้เงินไปหลายล้าน ) เพราะฉะนั้น วินส์ชั้นมันคงรวยกันแน่นอน เดบิวมา 7 ปีแล้ว มันเก็บไปก็หลายจริงๆ อยากรู้จัง ว่าทรัพย์สมบัติของแต่ละคนจะสักเท่าไหร่กัน แต่ชั้นนี่สิ จะกินแกลบกันแทบทุกมื้อ เพราะว่าอยากไปดูคอนมัน แล้วก็ยังเก็บตังค์ไปไม่ถึงไหนสักที เมื่อไหร่มันจะครบล่ะเนี่ย   

2007/Jul/30

ถ้าความรักที่มีอยู่มันสมหวังก็คงมีแต่ความสุข นั่นล่ะนะ แต่ถ้ามันไม่สมหวังล่ะ

วันนี้ได้อ่านการ์ตูนเรื่องนึงที่... เป็นความรักที่ไม่สมหวัง

ถ้าเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายรักคนอื่นอยู่ก่อนแล้ว คงจะไม่เสียใจมากมายเท่าไหร่นัก แต่ถ้าทั้งสองฝ่ายใจตรงกันแล้วไม่ได้พูดออกไป มารู้อีกทีก็คือ รู้จากเพื่อนสนิทที่กลายเป็นแฟนของคนที่เรารักไปแล้ว มารู้ทีหลังว่าเค้าก็ชอบเรา แต่เค้าตัดใจไปแล้วเพราะโอกาสที่เค้าจะบอกรักเรามีครั้งเดียวแต่ว่า เรากลับทำลายมันไปซะเอง แล้วเพื่อนเราไปสารภาพรักเค้าก็ตกลง ทำไงล่ะ ก็เสียใจดิ อ่านแบบนี้แล้ว โอ้ มันบีบหัวใจมากเลยนะ เสียใจมากๆเลยล่ะ ถ้าเป็นเรา เราคงไม่อยากเห็นหน้าเพื่อนคนนี้อีกแล้วล่ะมั้ง ถึงจะรู้ว่าเพื่อนเราไม่ผิด ไม่อยากเห็นหน้าผู้ชายคนนั้นอีกต่างหาก เค้าคนนั้นเราก็รักมากแท้ๆ คงทนไม่ได้ที่จะเห็นแบบนั้นมารู้แบบนี้ ทำให้รู้เลยว่าถ้าชอบใครสักคนก็ คงต้องบอกออกไปเลย อืม แต่ก็เอาเหอะชีวิตจริงมันอาจจะมีโอกาสเป็นแบบนี้นะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้เสมอไป ที่เอามาพูดเนี่ย ไม่ใช่เพราะว่าไปชอบใครหรือว่าอะไรหรอกนะ แต่อ่านแล้วมันเสียใจมากๆเลยล่ะ ก็แค่นั้นเอง